
เมื่อพูดถึง “แมกนีเซียม” หลายคนอาจคุ้นเคยกับชื่อของ Magnesium Oxide, Magnesium Citrate หรือ Magnesium Chloride แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา Magnesium Bisglycinate กลับได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เนื่องจากมีจุดเด่นด้านการดูดซึม ความคงตัว และความอ่อนโยนต่อระบบทางเดินอาหาร
แล้วแมกนีเซียมชนิดนี้แตกต่างจากแมกนีเซียมรูปแบบอื่นอย่างไร?
Magnesium Bisglycinate คืออะไร
Magnesium Bisglycinate เป็นแมกนีเซียมในรูป Amino Acid Chelate ซึ่งเกิดจากการจับตัวของแมกนีเซียม 1 โมเลกุลกับกรดอะมิโนไกลซีน (Glycine) 2 โมเลกุล เกิดเป็นโครงสร้างเชเลต (Chelate) ที่มีความเสถียรและมีประจุเป็นกลาง
โครงสร้างนี้แตกต่างจากแมกนีเซียมในรูปเกลือทั่วไป เช่น Magnesium Oxide หรือ Magnesium Carbonate ที่เมื่อเข้าสู่กระเพาะอาหารจะต้องแตกตัวเป็นไอออน Mg²⁺ ก่อนจึงจะสามารถถูกดูดซึมได้
Magnesium Glycinate และ Magnesium Bisglycinate ต่างกันหรือไม่?
หลายคนเข้าใจว่า Magnesium Glycinate และ แมกนีเซียม บิสไกลซิเนต เป็นแมกนีเซียมคนละชนิด แต่ในความเป็นจริง ทั้งสองคำมักใช้เรียกสารประกอบชนิดเดียวกันในเชิงการค้า
ในทางเคมี ชื่อนี้หมายถึง แมกนีเซียม 1 ไอออนที่จับกับกรดอะมิโนไกลซีน (Glycine) จำนวน 2 โมเลกุล จึงเรียกว่า Bis-glycinate ซึ่งคำว่า “Bis” หมายถึง “สอง”
อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตหลายรายนิยมใช้ชื่อ Magnesium Glycinate บนฉลากผลิตภัณฑ์เพื่อให้ผู้บริโภคจดจำได้ง่าย แม้ว่าสารประกอบที่ใช้จะเป็นแมกนีเซียม บิสไกลซิเนตก็ตาม
จึงอาจกล่าวได้ว่า ในผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ที่วางจำหน่ายในปัจจุบัน คำว่า Magnesium Glycinate และ แมกนีเซียม บิสไกลซิเนต มักใช้แทนกัน แต่หากพิจารณาในเชิงโครงสร้างทางเคมี ชื่อหลังเป็นชื่อที่มีความเฉพาะเจาะจงและสื่อถึงโครงสร้างของสารได้ชัดเจนกว่า
ด้วยเหตุนี้ ผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์ควรตรวจสอบข้อมูลจากผู้ผลิตวัตถุดิบ เพื่อยืนยันว่าวัตถุดิบที่เลือกใช้เป็น Fully Reacted Magnesium Bisglycinate Chelate หรือเป็นเพียงส่วนผสมของ Magnesium Oxide กับ Glycine เนื่องจากผลิตภัณฑ์ทั้งสองประเภทอาจมีคุณสมบัติด้านการดูดซึมและคุณภาพแตกต่างกัน
ทำไมโครงสร้างแบบ Chelate จึงมีความสำคัญ
ประสิทธิภาพของแมกนีเซียมไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณ Elemental Magnesium เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่าแมกนีเซียมสามารถผ่านกระบวนการย่อยและถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้มากเพียงใด
สำหรับแมกนีเซียมในรูปเกลือ เมื่อแตกตัวเป็น Mg²⁺ แล้ว อาจเกิดการจับกับสารต่าง ๆ ที่พบในอาหาร เช่น
- Phytate
- Phosphate
- Oxalate
- Tannin
- ใยอาหาร (Dietary Fiber)
เมื่อเกิดการจับตัวกันแล้ว แมกนีเซียมจะละลายน้ำได้ยากขึ้น ส่งผลให้ร่างกายดูดซึมได้น้อยลง
ในทางกลับกัน แมกนีเซียม บิสไกลซิเนตยังคงอยู่ในรูป Chelate ทำให้แมกนีเซียมได้รับการปกป้องจากการเกิดปฏิกิริยากับสารเหล่านี้ระหว่างการย่อยอาหาร จึงช่วยรักษาความพร้อมในการดูดซึมได้ดีกว่า
ดูดซึมผ่านเส้นทางที่แตกต่างจากแมกนีเซียมทั่วไป
แมกนีเซียมส่วนใหญ่ถูกดูดซึมผ่านตัวขนส่งแร่ธาตุ (Mineral Transporters) ในลำไส้ ซึ่งต้องแข่งขันกับแร่ธาตุชนิดอื่น เช่น แคลเซียม
แต่สารประกอบนี้มีคุณสมบัติพิเศษ เนื่องจากโครงสร้างมีลักษณะคล้ายไดเปปไทด์ (Dipeptide) จึงสามารถถูกลำเลียงผ่าน Peptide Transport System ซึ่งเป็นระบบเดียวกับการดูดซึมกรดอะมิโนและเปปไทด์
ด้วยเหตุนี้ แมกนีเซียม บิสไกลซิเนตจึงมีแนวโน้มที่จะ
- ลดการแข่งขันกับแร่ธาตุอื่น
- ลดผลกระทบจากสารยับยั้งการดูดซึมในอาหาร
- เพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมเมื่อเปรียบเทียบกับแมกนีเซียมรูปแบบอื่นๆ
Magnesium ที่มากกว่า ไม่ได้หมายถึงดูดซึมได้มากกว่า
หลายคนอาจเข้าใจว่าการรับประทานแมกนีเซียมในปริมาณสูงจะทำให้ร่างกายได้รับแมกนีเซียมมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยพบว่า การดูดซึมแมกนีเซียมมีขีดจำกัด เมื่อปริมาณที่รับประทานเพิ่มขึ้น สัดส่วนการดูดซึมกลับลดลง ขณะที่แมกนีเซียมส่วนเกินจะถูกขับออกทางอุจจาระและปัสสาวะ
ดังนั้น การเลือกใช้แมกนีเซียมที่มี Bioavailability สูง จึงอาจมีประสิทธิภาพมากกว่าการเพิ่มปริมาณของแมกนีเซียมเพียงอย่างเดียว
อ่อนโยนต่อระบบทางเดินอาหารมากกว่า
ข้อจำกัดที่พบได้บ่อยของแมกนีเซียมบางรูปแบบ คืออาจทำให้เกิดอาการท้องเสียหรือระคายเคืองทางเดินอาหาร โดยเฉพาะเมื่อรับประทานในปริมาณสูง
เนื่องจากแมกนีเซียม บิสไกลซิเนตอยู่ในรูป Chelate ที่มีประจุเป็นกลาง จึงไม่เพิ่มแรงดันออสโมซิส (Osmotic Pressure) ในลำไส้เท่ากับแมกนีเซียมที่อยู่ในรูปไอออน ส่งผลให้มีแนวโน้มก่อให้เกิดอาการไม่สบายทางเดินอาหารน้อยกว่า และเหมาะสำหรับการบริโภคต่อเนื่องในระยะยาว
Glycine มากกว่าการเป็นตัวจับแมกนีเซียม
นอกจากช่วยสร้างโครงสร้าง Chelate แล้ว Glycine ยังเป็นกรดอะมิโนที่มีบทบาทสำคัญในร่างกาย เช่น
- เป็นองค์ประกอบของคอลลาเจน
- มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้าง Creatine
- เป็นส่วนประกอบของสารต้านอนุมูลอิสระ Glutathione
- มีบทบาทในกระบวนการเมแทบอลิซึมหลายชนิด
หลังจากสารนี้ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายแล้ว โครงสร้างจะถูกแยกออก ทำให้ทั้งแมกนีเซียมและไกลซีนสามารถนำไปใช้ในกระบวนการทางสรีรวิทยาตามปกติ
คุณสมบัติที่น่าสนใจในเชิงการพัฒนาสูตร
นอกจากประโยชน์ด้านโภชนาการแล้ว แมกนีเซียม บิสไกลซิเนตยังมีข้อดีในเชิงการพัฒนาสูตร ได้แก่
- มีความคงตัวทางเคมีสูง
- ละลายน้ำได้ดี
- ลดการเกิดปฏิกิริยากับวิตามินและสารสำคัญอื่นในสูตร
- เหมาะสำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทั้งชนิดแคปซูล เม็ด ผงชงดื่ม และผลิตภัณฑ์ Functional Nutrition
คุณสมบัติเหล่านี้ช่วยให้ผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์สามารถออกแบบสูตรที่มีทั้งประสิทธิภาพและความเสถียรได้ง่ายขึ้น
งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ Magnesium Bisglycinate
แมกนีเซียม โดยเฉพาะในรูปนี้ ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่องในงานวิจัยด้านโภชนาการและสุขภาพ โดยตัวอย่างงานวิจัยที่น่าสนใจ ได้แก่
การนอนหลับ (Sleep Quality)
การศึกษาของ Schuster และคณะ (2025) เป็นการศึกษาแบบสุ่ม ปกปิดสองฝ่าย และมีกลุ่มควบคุมด้วยยาหลอก ในผู้ใหญ่ที่มีปัญหาคุณภาพการนอนหลับ โดยใช้แมกนีเซียม บิสไกลซิเนตขนาด 250 มก. (คำนวณเป็น Elemental Magnesium) ต่อวัน เป็นเวลา 4 สัปดาห์ พบว่ากลุ่มที่ได้รับ Magnesium มีแนวโน้มดีขึ้นเมื่อเทียบกับกลุ่มยาหลอก
อาการตะคริวที่ขา (Leg Cramps)
การศึกษาของ Supakatisant & Phupong (2012) เป็นการศึกษาแบบสุ่ม ปกปิดสองฝ่าย และมีกลุ่มควบคุมด้วยยาหลอก ในหญิงตั้งครรภ์ที่มีอาการตะคริวที่ขา โดยใช้แมกนีเซียม บิสไกลซิเนต Chelate ที่ให้ Elemental Magnesium 100 มก. ต่อเม็ด รับประทานวันละ 3 ครั้งพร้อมอาหาร (รวม 300 มก. ต่อวัน) เป็นเวลา 4 สัปดาห์ รายงานผลในเชิงบวกต่อการลดความถี่และความรุนแรงของอาการตะคริว
หมายเหตุ: ข้อมูลข้างต้นเป็นการสรุปจากวรรณกรรมทางวิชาการ เพื่ออธิบายบทบาทของแมกนีเซียม บิสไกลซิเนตในงานวิจัย ไม่ใช่การกล่าวอ้างสรรพคุณของผลิตภัณฑ์ใดผลิตภัณฑ์หนึ่ง
ข้อมูลด้านกฎหมายและการกล่าวอ้างในประเทศไทย
1. ปริมาณแมกนีเซียมที่แนะนำตามเกณฑ์ประเทศไทย
ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 445) พ.ศ. 2566 กำหนดค่าอ้างอิงสารอาหารที่ควรได้รับประจำวันของประเทศไทย (Thai RDI) สำหรับแมกนีเซียมไว้ที่ 310 มิลลิกรัมต่อวัน (คำนวณเป็น Elemental Magnesium)
สำหรับการกล่าวอ้างทางโภชนาการ
- แหล่งที่ดีของแมกนีเซียม (Good Source) ต้องมี Elemental Magnesium ไม่น้อยกว่า 46.5 มก./หน่วยบริโภค (15% Thai RDI)
- แหล่งสูงของแมกนีเซียม (High/Rich in) ต้องมี Elemental Magnesium ไม่น้อยกว่า 93 มก./หน่วยบริโภค (30% Thai RDI)
2. ข้อความกล่าวอ้างหน้าที่ของสารอาหาร (Nutrient Function Claims)
หากผลิตภัณฑ์มีปริมาณแมกนีเซียมเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ผู้ประกอบการสามารถใช้ข้อความกล่าวอ้างหน้าที่ของสารอาหารตามที่กฎหมายไทยอนุญาต ดังนี้
1. แมกนีเซียมมีส่วนประกอบของกระดูกและฟัน
2. แมกนีเซียมมีส่วนช่วยในการทำงานตามปกติของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ
3. แมกนีเซียมมีส่วนช่วยรักษาสมดุลของอิเล็คโทรไลท์
4. แมกนีเซียมมีส่วนช่วยให้ร่างกายได้รับพลังงานจากเมตาบอลิซึมตามปกติ
5.แมกนีเซียมมีส่วนช่วยในการสังเคราะห์โปรตีนตามปกติ
6. แมกนีเซียมมีส่วนช่วยคงสภาพปกติของกระดูก
7. แมกนีเซียมมีส่วนช่วยคงสภาพปกติของฟัน
หมายเหตุ: ข้อความข้างต้นเป็นข้อความกล่าวอ้างหน้าที่ของสารอาหารที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายไทย ไม่ใช่การกล่าวอ้างสรรพคุณในการป้องกัน บรรเทา หรือรักษาโรค และการใช้ข้อความดังกล่าวต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
Reference:
- Siebrecht S. (2013). Magnesium Bisglycinate as safe form for mineral supplementation in human nutrition. OM & Ernährung, Nr. 144.
- Schuster J, Cycelskij I, Lopresti A, Hahn A. (2025). Magnesium Bisglycinate Supplementation in Healthy Adults Reporting Poor Sleep: A Randomized, Placebo-Controlled Trial. Nature and Science of Sleep, 17, 2027–2040.
- Supakatisant C, Phupong V. (2012). Oral magnesium for relief in pregnancy-induced leg cramps: a randomised controlled trial. Maternal and Child Nutrition.
- ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 445) พ.ศ. 2566 เรื่อง ฉลากโภชนาการ (มีผลบังคับใช้ 2 กรกฎาคม 2567)
- ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 447) พ.ศ. 2566 เรื่อง การกล่าวอ้างทางสุขภาพของอาหารบนฉลาก (มีผลบังคับใช้ 2 กรกฎาคม 2567)
สนใจ Magnesium Bisglycinate สำหรับพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่?
ทีมงาน Chaipattana Solution พร้อมให้คำปรึกษาด้านเทคนิคและสเปกวัตถุดิบ เพื่อช่วยเลือกตัวที่ตรงกับโจทย์ผลิตภัณฑ์ของคุณมากที่สุด ติดต่อเราเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมหรือตัวอย่างสินค้า
sales@chaipattana-solution.com
LINE Official
สนใจดูวัตถุดิบอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่ Our Solutions

