
Maltitol หรือมอลทิทอล เป็นน้ำตาลแอลกอฮอล์ (Sugar Alcohol) ในกลุ่มพอลิออลที่มีโครงสร้างและคุณสมบัติใกล้เคียงน้ำตาลทราย (ซูโครส) มากที่สุดในบรรดาพอลิออลทั้งหมด ทั้งความหวาน การละลาย และพฤติกรรมในกระบวนการผลิต
มอลทิทอล จึงเป็นหนึ่งในพอลิออลที่เหมาะสำหรับการพัฒนาสูตรที่ต้องการลดหรือทดแทนน้ำตาลทราย โดยสามารถให้ทั้งความหวานและ Bulk ที่ใกล้เคียงซูโครส และในหลายสูตรสามารถใช้ในระดับใกล้เคียงกับน้ำตาลเดิมได้
1. Maltitol คืออะไร
มอลทิทอล เป็นไดแซ็กคาไรด์พอลิออล (โครงสร้าง C₁₂H₂₄O₁₁) ที่ผลิตจากมอลโตส (Maltose) ด้วยกระบวนการ Catalytic Hydrogenation โดยมอลโตสเองได้จากการย่อยแป้ง (ส่วนใหญ่ใช้แป้งข้าวโพดหรือแป้งมันสำปะหลัง) ด้วยเอนไซม์จนได้น้ำเชื่อมมอลโตสความบริสุทธิ์สูง ก่อนนำไปทำปฏิกิริยากับไฮโดรเจนภายใต้ความร้อนและความดันสูงในที่มีตัวเร่งปฏิกิริยา
มอลทิทอล มีน้ำหนักโมเลกุลประมาณ 344 g/mol ใกล้เคียงกับซูโครสที่ประมาณ 342 g/mol อย่างไรก็ตาม ความใกล้เคียงของคุณสมบัติระหว่าง Maltitol และซูโครสไม่ได้เกิดจากน้ำหนักโมเลกุลเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างโมเลกุลและคุณสมบัติทางกายภาพ-เคมีหลายด้านร่วมกัน
2. Maltitol เทียบกับน้ำตาลทราย
| คุณสมบัติ | น้ำตาลทราย (Sucrose) | Maltitol |
|---|---|---|
| น้ำหนักโมเลกุล (g/mol) | 342 | 344 |
| ความหวานเทียบเท่า (Sucrose = 1.0) | 1.0 | 0.9 |
| การละลายน้ำที่ 22°C (% ในสารละลาย)* | 67 | 65 |
| จุดหลอมเหลว (°C) | 168–170 | 144–152 |
| ค่าความร้อนจากการละลาย (cal/g) | -4.3 | -5.5 |
| ค่าความชื้นสัมพัทธ์วิกฤต ERH ที่ 20°C (%) | 84 | 89 |
| Glycemic Index (GI, Glucose = 100) | 68 | 35 |
| ค่าพลังงาน (kcal/g) | 4.0 | 2.1 (อย. ไทย) |
ในแง่ Glycemic Index ตัวเลข 35 นี้เป็นค่าของมอลทิทอลรูปแบบผลึก (Crystalline) ส่วนรูปแบบไซรัป (Maltitol Syrup) มีค่าดัชนีน้ำตาลสูงกว่าที่ประมาณ 52 เนื่องจากมีสัดส่วนโอลิโกแซ็กคาไรด์ไฮโดรจิเนตปนอยู่มากกว่า — จุดนี้สำคัญสำหรับการเลือกใช้วัตถุดิบให้ตรงกับ Positioning ของผลิตภัณฑ์ (Low GI Claim)
3. คุณสมบัติทางกายภาพที่ทำให้ Maltitol ทดแทนน้ำตาลได้ง่ายที่สุด
จากตารางด้านบน จะเห็นว่า มอลทิทอล มีพฤติกรรมใกล้เคียงน้ำตาลทรายในแทบทุกมิติ ซึ่งเป็นข้อดีในกระบวนการผลิตได้ดังนี้:
ละลายได้ดีใกล้เคียงซูโครส — ไม่ตกผลึกง่าย เหมาะกับทั้งระบบที่ต้องการ Grained (ตกผลึก) และ Ungrained (ไม่ตกผลึก) แบบเดียวกับสูตรน้ำตาลทรายดั้งเดิม
ดูดความชื้นต่ำ (Low Hygroscopicity) — ไม่เริ่มดูดความชื้นจนกว่าความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศจะเกิน 80% ทำให้ผลิตภัณฑ์เคลือบ (เช่น หมากฝรั่ง) คงความกรอบและผิวมันวาวได้นาน
ค่า Cooling Effect ต่ำกว่าพอลิออลตัวอื่น — แม้จะให้ความรู้สึกเย็นเมื่อละลายในปากเช่นเดียวกับพอลิออลทั่วไป แต่มอลทิทอลให้ความเย็นน้อยกว่า Xylitol, Sorbitol และ Mannitol อย่างชัดเจน จึงเหมาะกับผลิตภัณฑ์ที่ไม่ต้องการ Cooling Sensation เด่นชัด เช่น ช็อกโกแลตและเบเกอรี่
ไม่เกิดปฏิกิริยา Maillard และมีแนวโน้มเกิดสีน้ำตาลจากความร้อนต่างจากซูโครส — กระบวนการ Hydrogenation เปลี่ยนหมู่อัลดีไฮด์ของมอลโตสให้เป็นหมู่แอลกอฮอล์ มอลทิทอลจึงไม่มีหมู่คาร์บอนิลที่จะทำปฏิกิริยากับกรดอะมิโนได้ง่ายเหมือน Reducing Sugar ทั่วไป จึงไม่เกิด Maillard Reaction เมื่อโดนความร้อน ช่วยให้ควบคุมสีผลิตภัณฑ์ได้ดีขึ้น ด้วยโครงสร้างที่ไม่มีหมู่รีดิวซ์เหลืออยู่เช่นกัน
มอลทิทอลจึงมีแนวโน้มเกิดสีน้ำตาลจาก Caramelization น้อยกว่าน้ำตาลทรายภายใต้สภาวะการผลิตทั่วไป However, พฤติกรรมเมื่อได้รับความร้อนสูงยังขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ ระยะเวลา และองค์ประกอบของสูตรด้วย สูตรคาราเมลปลอดน้ำตาล (Sugar-Free Caramel) จึงมักต้องเติมสีและกลิ่นคาราเมลเสริมแยกต่างหาก
4. กลไกการเผาผลาญและผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด
ร่างกายไม่มีเอนไซม์ที่ย่อยมอลทิทอลได้อย่างสมบูรณ์ในลำไส้เล็ก มอลทิทอลเป็นพอลิออลที่ถูกดูดซึมจากลำไส้เล็กได้ไม่สมบูรณ์ โดยส่วนหนึ่งถูกดูดซึมในบริเวณต้นของลำไส้เล็ก ขณะที่ส่วนที่เหลือผ่านเข้าสู่ลำไส้ใหญ่และถูกหมักโดยจุลินทรีย์ในลำไส้เป็นกรดไขมันสายสั้น
กลไกการดูดซึมแบบไม่สมบูรณ์นี้เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้มอลทิทอลมีดัชนีน้ำตาลและดัชนีอินซูลิน (Insulinemic Index) ต่ำกว่าน้ำตาลทรายอย่างมีนัยสำคัญ (ดัชนีอินซูลิน 35 เทียบกับน้ำตาลทราย 45) จึงมีการนำมอลทิทอลมาใช้ในผลิตภัณฑ์ที่ต้องการลดการตอบสนองของระดับน้ำตาลในเลือดเมื่อเทียบกับสูตรที่ใช้น้ำตาลทราย ทั้งนี้ค่า GI อาจแตกต่างกันตามรูปแบบของมอลทิทอล(ผลึกหรือไซรัป) และองค์ประกอบของผลิตภัณฑ์
5. กลไกที่ไม่ก่อกรดในช่องปาก
แบคทีเรียในช่องปาก เช่น Streptococcus mutans ไม่มีเอนไซม์ที่จำเป็นสำหรับเปลี่ยนมอลทิทอลให้เป็นกรดได้ง่ายเหมือนที่ทำกับน้ำตาลทราย
มอลทิทอล จึงมีแนวโน้มถูกหมักโดยจุลินทรีย์ในช่องปากน้อยกว่า และทำให้ pH ในช่องปากลดลงน้อยกว่าเมื่อเทียบกับน้ำตาลทรายที่หมักได้ง่าย งานวิจัยพบว่าการบริโภคขนมที่มีมอลทิทอลโดยทั่วไปไม่ทำให้ pH ลดลงต่ำกว่าระดับวิกฤต (5.7) ที่นำไปสู่การสูญเสียแร่ธาตุของผิวฟัน ในขณะที่ขนมที่มีน้ำตาลทรายมักทำให้ pH ลดลงต่ำกว่าระดับนี้
คุณสมบัตินี้เป็นหนึ่งในเหตุผลที่มอลทิทอลถูกนำมาใช้แพร่หลายในผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในปากนาน เช่น หมากฝรั่งและลูกอม
6. การประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม
ช็อกโกแลตและขนมหวาน (Confectionery) — มอลทิทอล ถือเป็นพอลิออลอันดับแรกที่ใช้ทดแทนน้ำตาลในช็อกโกแลต Sugar-Free เนื่องจากมีโครงสร้างผลึกไร้น้ำ ดูดความชื้นต่ำ จุดหลอมเหลวสูง และให้ความหวานเพียงพอโดยไม่ต้องพึ่งสารให้ความหวานเสริมความเข้ม (High-Potency Sweetener) — ใช้ แบบผง/ผลึก (Powder) เป็นหลัก ส่วนลูกอมแข็ง (Hard Candy) มักใช้ แบบน้ำเชื่อม (Syrup) แทน
เบเกอรี่ — ใช้เป็นสารให้ความหวานและ Bulk Sweetener ในขนมปังและบิสกิต โดยบางสูตรสามารถใช้ในระดับใกล้เคียงกับน้ำตาลทรายเดิมได้ แต่ยังจำเป็นต้องปรับสูตรตามความชื้น เนื้อสัมผัส และกระบวนการผลิตของแต่ละผลิตภัณฑ์ งานวิจัยพบว่ามอลทิทอลช่วยชะลอการ Staling (แข็งกระด้าง) ของขนมปัง และทำให้เนื้อบิสกิตนุ่มขึ้น เนื่องจากคุณสมบัติจับน้ำและจำกัดการเคลื่อนที่ของโมเลกุลน้ำ — ใช้ได้ทั้ง แบบผงและแบบน้ำเชื่อม ขึ้นกับสูตรและกระบวนการผลิต
ผลิตภัณฑ์นม เครื่องดื่ม และไอศกรีม — มอลทิทอล ให้ค่า Freezing Point Depression ใกล้เคียงซูโครส จึงรักษาเนื้อสัมผัสไอศกรีมได้ดีเมื่อทดแทนน้ำตาล ในโยเกิร์ตพร้อมดื่มและนมปรุงแต่งรส มอลทิทอลช่วยให้รสหวานกลมกล่อมใกล้เคียงสูตรน้ำตาลทรายเดิม กลุ่มนี้มักได้ผลลัพธ์ดีกว่าเมื่อใช้ แบบน้ำเชื่อม (Syrup) เพราะสามารถทดแทนทั้งน้ำตาลทรายและกลูโคสไซรัปในสูตรเดิมได้พร้อมกัน
การเคลือบผิว (Panning) — ด้วยความกรอบและผิวมันวาวที่ได้ Maltitol จึงเป็นตัวเลือกหลักสำหรับการเคลือบเม็ดหมากฝรั่งแบบ Hard Panning (ใช้ แบบผง) ส่วน Soft Panning (เช่น เยลลี่บีน) มักใช้ แบบผงร่วมกับแบบน้ำเชื่อม เพื่อควบคุมการตกผลึกที่ผิว
ตารางสรุปบทบาทของ มอลทิทอล ในผลิตภัณฑ์อาหารแต่ละประเภท
| กลุ่มผลิตภัณฑ์ | บทบาทของ Maltitol |
|---|---|
| เบเกอรี่สูตรลดน้ำตาล | รสชาติดีขึ้น ชะลอการแข็งกระด้าง (Staling) |
| ผงช็อกโกแลต | ปรับปรุงเนื้อสัมผัสและคุณสมบัติทางประสาทสัมผัส |
| นมผง | ปรับปรุงคุณสมบัติทางรีโอโลยี (พฤติกรรมการไหล) |
| อาหารแช่แข็งและไอศกรีม | ครีมมี่ขึ้น ดัชนีน้ำตาลลดลง |
| โยเกิร์ตพร้อมดื่มและนมปรุงแต่งรส | ลดปริมาณพลังงาน เนื้อสัมผัสและรสหวานดีขึ้น |
| ลูกอมและขนมหวานแข็ง | คงลักษณะภายนอกได้ดีระหว่างกระบวนการให้ความร้อน |
| เยลลี่เพคติน | ค่าพลังงานลดลง คุณสมบัติทางเคมีกายภาพดีขึ้น |
| มาร์ชเมลโลว์ | ผิวเคลือบคงตัว ไม่จับตัวเป็นก้อนจากความชื้น |
ที่มา: ดัดแปลงจาก Table 3, Saraiva et al. (2020)
7. ปริมาณบริโภคที่เหมาะสมและข้อควรระวังด้านระบบทางเดินอาหาร
มอลทิทอลที่ไม่ถูกย่อยหรือดูดซึมจะเดินทางไปถึงลำไส้ใหญ่และถูกหมักโดยแบคทีเรีย หากบริโภคในปริมาณมากเกินความสามารถของระบบย่อย อาจทำให้เกิดแก๊สในลำไส้และอาการท้องเสียจากแรงดันออสโมติก (Osmotic Diarrhea)
ข้อมูลปริมาณบริโภคที่แนะนำมีดังนี้:
- ผู้ใหญ่ทั่วไปบริโภคมอลทิทอลได้สูงสุดประมาณ 30–40 กรัมต่อครั้งโดยไม่เกิดอาการระบาย และไม่เกิน 40–50 กรัมต่อวัน ส่วนเด็กบริโภคได้สูงสุดประมาณ 15 กรัมต่อวัน
- Codex Alimentarius แนะนำ (เป็น Guideline ไม่บังคับ) ว่าหากอาหารให้พอลิออลรวมเกิน 20 กรัมต่อวัน ควรมีข้อความบนฉลากทำนอง “การบริโภคมากเกินไปอาจมีผลเป็นยาระบาย”
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- Saraiva, A., Carrascosa, C., Raheem, D., Ramos, F., & Raposo, A. (2020). Maltitol: Analytical Determination Methods, Applications in the Food Industry, Metabolism and Health Impacts. International Journal of Environmental Research and Public Health, 17(14), 5227.
- Kearsley, M.W. & Boghani, N. Maltitol (Chapter 18). In: Alternative Sweeteners, 4th Edition. CRC Press.
บริษัทฯ จำหน่าย Maltitol ทั้ง 2 รูปแบบ ได้แก่ แบบผง/ผลึก (Powder) และ แบบน้ำเชื่อม (Syrup)
สนใจ Maltitol สำหรับพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่?
ทีมงาน Chaipattana Solution พร้อมให้คำปรึกษาด้านเทคนิคและสเปกวัตถุดิบ เพื่อช่วยเลือกตัวที่ตรงกับโจทย์ผลิตภัณฑ์ของคุณมากที่สุด ติดต่อเราเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมหรือตัวอย่างสินค้า
sales@chaipattana-solution.com
LINE Official
สนใจดูวัตถุดิบอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่ Our Solutions

